สู้ฝ่าวิกฤติ

This slideshow requires JavaScript.

เมื่อพูดถึงคุณภาพการจัดการศึกษาของไทยคราวใด ทุกสายตาต่างเพ่งมองไปที่ครูและโรงเรียนจนเรียกได้ว่าเป็นตาเดียวกัน ครูดูจะเป็นจำเลยในระดับต้นๆ ที่โดยข้อหานี้อย่างเต็ม ๆ และปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าเราลองพิจารณาให้รอบด้านอย่างเป็นธรรมแล้ว ปัจจัยอื่นที่น่าจะเป็นจำเลยร่วมก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน นับตั้งแต่ความไม่ใส่ใจในการเตรียมความพร้อมของครอบครัวก่อนการมีลูก การละเลยในการใฝ่คว้าหาความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ผู้ปกครอง ระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่ต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำจนคิดว่าการอบรมเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องรอง ตลอดจนสภาพแวดล้อมของสังคมที่เสื่อมโทรมเสียจนถึงขนาดถ้านับจำนวนวัด มัสยิด และโบสถ์เมื่อรวมกันแล้ว ยังน้อยกว่าแหล่งมั่วสุมที่เรียกตัวเองอย่างสวยหรูว่า“สถานบันเทิง” รวมไปถึงการขาดความรับผิดชอบของสื่อในการเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสมและผลิตรายการที่ไร้สาระที่กรอกหูและผ่านสายตาเด็กทุกวัน
…เลยมาชวนคิดว่า…

“เราละเลยเด็กมากไปหรือเปล่า?“ “พื้นที่สำหรับเด็กมีน้อยไปไหม ? “
“มีใครบ้างที่ทำเพื่อเด็กโดยไม่มีสิ่งใดแอบแผง?”
…ถ้าเราขับรถผ่านถนนในหมู่บ้าน เราคงเคยเห็นภาพเด็กเล่นฟุตบอล หรือเล่นแบดมินตันบนถนนจนชินตา บางครั้งนึกตำหนิเด็กอยู่ในใจว่าทำไมไม่ไปเล่นให้เป็นที่เป็นทางกีดขวางการจราจรสิ้นดี ส่วนเด็กเองก็ใช่จะปลื้มนักที่ทำแบบนั้น ลองคิดดูก็แล้วกันในขณะกำลังเล่นอย่างสนุกแต่จำเป็นต้องหยุดเพราะรถกำลังแล่นมา พอรถแล่นผ่านไปก็เริ่มต้นเล่นใหม่ ต้องระวังอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ถามว่าเกมแบบนี้มันสนุกตรงไหน แต่ก็ต้องทนทำไปเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้
พื้นที่สำหรับเด็กไม่มีจริง ๆ
…และเราลองจินตนาการเหตุการณ์ต่อจากนั้นดู…
หลังจากเด็กเลิกเล่นกีฬาข้างถนนเข้าบ้านเพื่อดูทีวี จะมีทีวีสักกี่ช่องและมีสักกี่บริษัทที่ผลิตรายการเพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง หรือถ้าจะมีบ้างก็มักสอดแทรกและเคลือบแฝงด้วยโฆษณาขนม กร็อบแกร็บกินเพียงเพื่อยั่วน้ำลายซึ่งมีผลร้ายต่อร่างกายมากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นมักจะชอบเอาฮีโร่ในใจเด็กที่เก่งด้านการกีฬาไปโฆษณาเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก และพูดประโยคที่เป็นคำเตือนอย่างคำว่า “ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด” อย่างเร็วปรื่อเหมือนไม่อยากให้ใครฟังทัน อย่างนี้เข้าข่ายสังคม “ปากว่าตาขยิบ” ไหมหนอ
…บริบทของสังคมที่กล่าวข้างต้นเป็นเหมือนปัจจัยและแรงต้านหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพได้และนับวันจะเพิ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หากเปรียบกับโรคร้ายก็นับได้ว่าอาการหนักและน่าเป็นห่วงขึ้นทุกวัน
แต่ในท่ามกลางความวิกฤต ก็ยังมีโรงเรียนเล็กๆ โรงเรียนหนึ่งที่ฝ่าวิกฤตเหล่านี้มาได้ พยายามคิดค้นวิธีการในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนจนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน(โอเน็ต) ในปีการศึกษาที่ผ่านมาสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด
เขาทำอะไรกันที่นี่…?
…โรงเรียนบ้านโกตา ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลกำแพง อยู่ในเครือข่ายละงู ๑ มีวิธีพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพื่อยกผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนด้วยหมัดเด็ด ๕ หมัด
…หมัดที่ ๑ ด้อยเด่นเห็นชัด หมัดที่ ๒ จัดวางเป้าหมาย หมัดที่ ๓ ขยายความรู้ หมัดที่ ๔ หาครูมาเสริม หมัดที่ ๕ ต่อเติมเสริมติว” และเสริมด้วยกลยุทธ์การบริหารวิชาการแบบ “DULAKOTA”
…หากขยันหาแม่ไม้ฟิตซ้อมอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ ๕ หมัดก็เอาอยู่ ถ้าใครอยากรู้วิธีดำเนินการอย่างละเอียดแวะดูได้ที่ “โรงเรียนบ้านโกตา” ที่นี่เขามีดีให้ดู.

เขียนโดย…อาดุล สานิง ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สพป.สตูล

About yingkanya

www.sesao.go.th

Posted on 15/06/2015, in ข่าวกิจกรรมโรงเรียน. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: